วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เส้นขนาน

เส้นขนาน ( parallel ) ถ้าเส้นตรงสองเส้นที่อยู่บนระนาบเดียวกันตัดกัน ทำให้มุมที่เกิดขึ้นมีขนาดเท่ากับ 90 องศา จะกล่าวว่า เส้นตรงสองเส้นนั้น ตั้งฉากกัน แต่ถ้าเส้นตรงทั้งสองไม่ตัดกัน จะกล่าวว่าเส้นตรงสองเส้นนั้น ขนานกัน เช่น



จากรูป
ตั้งฉากกับ เขียนแทนด้วย  
 ขนานกับ  เขียนแทนด้วย // 

กรณีที่เส้นตรงเส้นหนึ่งตัดเส้นขนานคู่หนึ่ง ดังรูป

ตัดเส้นขนาน และ เรียก  ว่า" เส้นตัด เอ็กซ์วาย "

ผลจากเส้นตรงเส้นหนึ่งตัดเส้นขนานคู่หนึ่ง จะเกิดมุมและสมบัติที่สำคัญ ดังนี้

1. มุมที่แย้งกัน 

จากรูปจะได้ กับ เป็นมุมแย้ง
และ
 กับ เป็นมุมแย้ง
ถ้าเส้นตรงสองเส้นขนานกัน และมีเส้นตัดแล้ว มุมแย้งมีขนาดเท่ากัน
..........จะได้ = และ =

2. มุมภายในบนข้างเดียวกันของเส้นตัด XY 


จากรูปจะได้และ เป็นมุมภายในบนข้างเดียวกันของเส้นตัด XY
และ
 และ เป็นมุมภายในบนข้างเดียวกันของเส้นตัด XY

ถ้าเส้นตรงสองเส้นขนานกัน และมีเส้นตัดแล้ว ขนาดของมุมภายในที่อยู่บนข้างเดียวกันของเส้นตัดรวมกันได้ 180 องศา 
จะได้ + = 180o และ + = 180o

3. มุมภายนอกและมุมภายในบนข้างเดียวกันของเส้นตัด

จากรูปจะได้ กับ  เป็นมุมภายนอกและมุมภายในบนข้างเดียวกันของเส้นตัด
และ
 กับ  เป็นมุมภายนอกและมุมภายในบนข้างเดียวกันของเส้นตัด
ถ้าเส้นตรงสองเส้นขนานกัน และมีเส้นตัดแล้วมุมภายนอกและมุมภายในบนข้างเดียวกันของเส้นตัดมีขนาดเท่ากัน จะได้ = และ 

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555


วันนี้จะพามา D.I.Y ของเหลือใช้กันจ้าา :) เอามาจาก  beeclassic.exteen.com   ขอบคุณค้าา >/\<
ทอฟฟี่ ~ - -"
แต่ทอฟฟี่อันนี้กินไม่ได้นะค๊าาาาา แต่จะมีไว้ทำอะไรนั้นต้องไปดูกัน....... ป่ะ !
 
toffy01
 
อุปกรณ์ที่เราจะใช้หลักๆ ก็มี เศษผ้า และก็...ฟองน้ำที่ห่อแอปเปิ้ลอ่ะจ้า
อันนี้เคยเอามาใช้ทำอะไรแล้วครั้งนึง มีใครจำได้มั้ยเอ่ย ว่าใช้ทำอะไร ติ๊ก ตอกๆๆๆ
แล้วก็มีเข็มกับด้ายด้วยจ้า~ ^^
 
toffy02
 
เริ่มแรก เนื่องจากว่าผ้าของเราเป็นสีพื้นธรรมดาๆ
แต่สำหรับเราแล้ว มันจะต้องไม่ธรรมดาค่ะ
เพราะมันจะต้องมีลาย วะ ฮะ ฮ่า~
เราก็เติมลายให้มันง่ายๆ เลยค่ะ ด้วยการวาดลงไปเลย
อันนี้ก็ทำเป็นลายจุด วาดกลมๆ ไว้ก่อนแล้วก็ถมดำลงไป ก็เรียบร้อยแล้วจ้า ^^
 
toffy03
 
จากนั้นเราก็มาเย็บผ้าให้มีลักษณะเป็นเหมือนหลอดใหญ่ๆ 
คือม้วนผ้าให้เป็นหลอดใหญ่ๆ แล้วก็เย็บจากด้านใน
โดยเย็บแต่ด้านข้างไม่ต้องเย็บปิดหัวท้ายนะคะ
พอเย็บเสร็จก็กลับด้านออกมาเลยจ้า~
 
toffy04
 
จากนั้นเราก็ค่อยเอาฟองน้ำที่ใช้ห่อแอบเปิ้ลยัดเข้าไปในผ้าที่เราเย็บไว้
ยัดเข้าพอประมาณนะคะ กะความยาวของทอฟฟี่อย่าให้สั้นไป หรือยาวไป
ซักประมาณไม่เกิน 1 คืบก็พอจ้า
 
toffy05
 
เมื่อยัดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จัดการผูกทั้งหัวท้ายให้แน่นด้วยเชือกหรือโบว์น่ารักๆ ก็ได้ค่ะ
แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วววว
 
 toffy06
 
แต่ทอฟฟี่อันนี้ไม่ได้มีไว้อมอย่างที่บอกตั้งแต่ตอนแรกค๊าาาาา
แต่มันมีไว้.......
ทะด๊าาาาาาาา ~

toffy07
 
รองข้อมือเวลาเราใช้เม้าส์ตอนเล่นคอมพ์นั่นเอง

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

พลอยสามสี (ขนมไทย)

ขนมไทย พลอยสามสี 
แต่เดิมมาจากทับทิมกรอบ แต่มีการประยุกต์เปลี่ยนแปลงให้สวยงามมากขึ้น โดยนำแห้วมาทำเป็นลักษณะเม็ดพลอยเล็กๆ ผสมสีทางธรรมชาติหรือสีผสมอาหารสังเคราะห์ ให้ได้สามสี คือแดงอมชมพู(ทับทิม) เหลือง(บุษราคัม) และเขียว(มรกต) สูตรพลอยสามสีนี้ ประยุกต์และถูกคิดค้นโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมคิด ชมสุข อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร(โชติเวช) แต่เดิมคนมักจะรู้จักสถานศึกษานี้ว่า สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลโชติเวช ซึ่งพลอยสามสีนี้ จะรับประทานเป็นของหวานในฤดูร้อน คู่กับข้าวแช่ชาววังสูตรโชติเวชนั้นเอง พลอยสามสี ส่วนประกอบหลักคือ แห้ว หรือที่ผู้คนเรียกกันใหม่ว่า สมหวัง ในผลแห้วมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากมาย คือ แคลเซียม เหล็กและวิตามินซี นอกจากนี้ ยังมีสาร Puchin ที่มีสรรพคุณในเรื่องการต้านเชื่อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี แห้วยังสามารถช่วยแก้อาการกระหายน้ำ อาหารไม่ย่อย ท้องผูก และอาการเป็นพิษเนื่องจากดื่มสุราได้อีกด้วย
 

สูตรพลอยสามสี (ขนมไทย)


สำหรับ 3 ที่

ส่วนผสมพลอยสามสี (ขนมไทย)

1. แห้วดิบหั่นสี่เหลี่ยมเต๋าเล็ก 1 ถ้วย
2. แป้งมัน 1 ถ้วย
3. น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วย
4. น้ำลอยดอกมะลิ 1/2 ถ้วย
5. หัวกะทิ 1/2 ถ้วย
6. สีผสมอาหาร(เขียว เหลือง แดง) หรือ น้ำใบเตย น้ำดอกคำฝอย และน้ำแดงเฮลบลูบอย

วิธีทำพลอยสามสี (ขนมไทย)

1. ละลายสีกับน้ำเล็กน้อย นำแห้วดิบที่หั่นแล้วลงไปผสมสีพอติดสี นำมาคลุกกับแป้งมันให้แป้งมันเกาะมากๆ แล้วใส่กระชอนร่อนเศษแป้งออก
2. ต้มน้ำให้เดือด นำแห้วลงไปต้ม พอเลยตักขึ้นมาใส่น้ำเย็น
3. ผสมน้ำลอยดอกมะลิ 1/2 ถ้วย กับน้ำตาล 1 ถ้วย ตั้งไฟให้เดือดพอเป็นยางมะตูมอ่อนๆ ดับไฟแล้วเทกะทิลงไปในน้ำเชื่อม
4. จัดเสิร์ฟโดยตักเม็ดพลอยสามสี ราดด้วยน้ำเชื่อมกะทิ รับประทานคู่กับน้ำแข็งหรืออาจเพิ่มเนื้อมะพร้าวกะทิลงไปด้วยก็ได้

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เด็กไทยเรียนหนัก ความคิดสร้างสรรค์หด!!


   

เด็กไทยเรียนหนัก ความคิดสร้างสรรค์หด!!

 ช่วงพีคที่สุดของเด็กไทยที่ว่ากันว่าเรียนหนักที่สู๊ดดด ก็คือ อายุ 11 ปี หรือประมาณ ป.5 นั่นเอง โดยมีชั่วโมงเรียนถึง 1,200 ชั่วโมงต่อปี ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เรียนกันประมาณ 1,000 ชั่วโมง และในบางประเทศก็ไม่ถึง 1,000 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ลองไปดูกราฟข้อมูลนี้กันค่ะ
เด็กดีดอทคอม :: เด็กไทยเรียนหนัก ความคิดสร้างสรรค์หด!!
             จากกราฟจะเห็นว่าประเทศที่เรียนหนักใกล้เคียงกับเรา คือ อินโดนีเซีย 1,176 ชม./ปี ในขณะที่ประเทศออสเตรเลียเรียน 987 ชม. ประเทศมาเลเซียใกล้บ้านเราก็แค่ 964 ชม. ฝรั่งเศส 837 ชม. ส่วนประเทศญี่ปุ่น 761 ชม. นี่ยังไม่รวมประเทศอื่นๆ ที่เรียนน้อยกว่านี้อีกนะคะ

             ผลของการเรียนหนัก ในแง่นึงมันก็มีข้อดี ที่ช่วยเคี่ยวเข็ญให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้ แต่ลึกๆ แล้วคงเครียดกันน่าดู เรียนอาทิตย์ละ 5 วัน วันละ 8 ชั่วโมง กลับไปยังเจอการบ้าน และสอบกันรายเดือน ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่มีคุณหมอสาขากุมารแพทย์ได้ให้ความเห็นว่าควรปรับลดเวลาเรียนของเด็กไทยลง เพราะการสอนที่อัดแน่นเกินไปจะปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์

              ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย บอกว่าการเรียนของประเทศไทยมีจำนวนวิชามากเกินไป โดยเฉพาะชั้นอนุบาลถึงประถมตอนต้น ซึ่งควรสอนในเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมมากกว่า เช่น การออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา เพื่อให้เด็กรู้จักความสามัคคี รู้แพ้ รู้ชนะ การออกไปเรียนรู้หรือทดลองปฏิบัตินอกห้องเรียน รวมไปถึงกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆ โดยมองว่าวิชาการอื่นๆ สามารถเรียนรู้ในภายหลังได้  
เด็กดีดอทคอม :: เด็กไทยเรียนหนัก ความคิดสร้างสรรค์หด!!
            “ในต่างประเทศทั้งประเทศแถบสแกนดิเนเวีย หรือญี่ปุ่น ต่างสอนเด็กของเขาในเรื่องนี้ตั้งแต่ยังเล็ก เพราะต้องการให้พื้นฐานของเด็กดีก่อน มีสุขภาพแข็งแรงและรู้จักสังคม ตนเห็นด้วยหากจะปรับลดจำนวนคาบการเรียนการสอน โดยหันไปเน้นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม การเรียนจากของจริงนอกห้องเรียนมากกว่าเรียนในกระดาษ รวมไปถึงการออกกำลังกาย เล่นกีฬาบ่อยๆ สอนวิธีการเรียนรู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกว่ามานั่งท่องจำเยอะๆในห้องเรียน” ปธ.ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ กล่าว

             ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า จะสังเกตได้ว่า ประเทศที่พัฒนาแล้ว การเรียนการสอนจะน้อย ไม่อัดแน่นเหมือนประเทศไทยที่เด็กนั่งเรียนกันจนไม่มีเวลาคิดอะไรที่สร้างสรรค์ ซึ่งในต่างประเทศให้เด็กเรียนเพียงครึ่งวัน จากนั้นจึงให้ไปเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อพัฒนาสมอง และวิธีการเรียนรู้

             หากประเทศไทยจะปรับลดจำนวนคาบเรียน ควรมีการหากิจกรรมให้เด็กทำ ซึ่งจะช่วยลดการที่เด็กคลายเครียดด้วยการเล่นเกมได้ นอกจากนี้ควรเน้นการอ่านเพื่อสร้างจินตนาการให้เด็กด้วย เชื่อว่าจะช่วยพัฒนาให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพที่ดีได้